ปิดผับตี 4 ‘ดี-ไม่ดี’ ยังไง? ถอดบทเรียนจากเมืองใหญ่ที่ให้นักเที่ยว ‘โต้รุ่ง’ ได้

  • Project: ปิดผับตี 4 ‘ดี-ไม่ดี’ ยังไง? ถอดบทเรียนจากเมืองใหญ่ที่ให้นักเที่ยว ‘โต้รุ่ง’ ได้
  • Business Unit: Content

อยากรู้แต่ไม่มีเวลา อ่านแค่ตรงนี้พอ

‘กินเหล้าไม่ดีต่อสุขภาพ’ เป็นเรื่องที่คนทั่วโลกน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว แต่หลายประเทศก็มี ‘วัฒนธรรมสุรา’ ของตัวเอง ทั้งยังมีสุราเป็นสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วย และมีอย่างน้อย 11 เมืองใหญ่ในโลกที่ไม่กำหนดเวลาปิดร้านเหล้า ถ้าเมืองไทยอยากจะ ‘ปิดผับตี 4’ กับเขาบ้าง คงต้องดูว่าเมืองที่เปิดให้นักท่องราตรี ‘โต้รุ่ง’ ได้เขามีวิธีจัดการกันอย่างไร ซึ่งดูแค่บริบทร้านเหล้าอย่างเดียวไม่ได้ แต่คงต้องพูดถึงระบบขนส่งสาธารณะ ตำรวจที่จะมาดูแลความสงบเรียบร้อย รวมถึง ‘สุขภาวะ’ ของคนในสังคมด้วย

การจัดอันดับ Top 10 ‘เมืองที่มีร้านเหล้าเยอะที่สุดในโลก’ จากการสำรวจของเว็บไซต์ iVisa (ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าว CNN อีกที) ถูกเผยแพร่เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2023 (โดย iVisa ใช้คำว่า Bars จึงขอแปลว่า ‘ร้านที่มีเหล้าขาย’ แบบรวมๆ ถึงไนต์คลับและผับด้วย) พบว่า ‘กัวดาลาฮารา’ (Guadalajara) ในเม็กซิโก เป็นเมืองที่มีร้านเหล้ามากเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ มีร้านเหล้าเฉลี่ย 35.3 ร้าน ต่อประชากร 100,000 คน 

อันดับ 2-10 ได้แก่ โบโลญญา อิตาลี มีร้านเหล้า 19.3 ร้าน ต่อ 100,000 คน ตามด้วย ปราก เช็กเกีย (18.1 ร้าน), บาเลนเซีย สเปน (15.9 ร้าน), นีงาตะ ญี่ปุ่น (15.0 ร้าน), ลีดส์ สหราชอาณาจักร (14.1 ร้าน), ลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร (13.2 ร้าน), ซัปโปโร ญี่ปุ่น (12.2 ร้าน), โตเกียว ญี่ปุ่น (11.9 ร้าน), คราโคว โปแลนด์ (11.3 ร้าน)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจาก ‘กัวดาลาฮารา’ ที่เป็นเมืองในประเทศ ‘กำลังพัฒนา’ เมืองอื่นๆ ที่เหลือในโผ Top 10 ที่ร้านเหล้าชุกชุมล้วนอยู่ในประเทศ ‘พัฒนาแล้ว’ และ ‘ประเทศสมาชิก OECD’ ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความเติบโตด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ แต่ก็มี ‘ข้อตกลงความร่วมมือ’ กันอยู่) ดังนั้นสมมติฐานว่าประเทศที่ส่งเสริมให้คนกินเหล้าน่าจะ ‘ไม่เจริญ’ ก็อาจจะขาดน้ำหนักไปบ้างเมื่อพูดถึงประเทศเหล่านี้

แต่ประเทศหนึ่งเดียวในเอเชียที่ติดโผนี้คือ ‘ญี่ปุ่น’ แถมยังมีเมืองติดอันดับมากสุด 3 เมืองกันเลยทีเดียว และญี่ปุ่นยังเป็น 1 ใน 11 ประเทศที่เว็บไซต์ด้านการเดินทาง Cheap Flights ระบุว่า ‘ไม่ได้กำหนดเวลาปิดร้านเหล้า’ จึงขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่าสะดวกแบบไหน บางร้านอาจเปิดแค่ตี 1-3 แต่บางร้านอาจจะเปิดกัน ‘ยันหว่าง’ (ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ใช้แนวทางนี้ คือ อาร์เจนตินา บราซิล อังกฤษ เดนมาร์ก เยอรมนี ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย) 

เมื่อบวกกับความเข้มแข็งของรัฐบาลญี่ปุ่นในการส่งเสริม ‘สุราชุมชน’ ให้มีเอกลักษณ์และต้องเชื่อมโยงกับวัตถุดิบที่มีในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงข้อมูลจากเว็บไซต์ที่รวบรวมสถิติโลกอย่าง Statista ที่ระบุว่า 31 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามในญี่ปุ่นยอมรับว่าตัวเอง ‘ดื่มเหล้าทุกวัน’ ก็ชัดเจนว่านี่คือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเหล้าไม่น้อยเลยอย่างไรก็ดี ถ้าไปดูสถิติอาชญากรรมจากการทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการเมาแล้วขับในญี่ปุ่นกลับ ‘ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย’ ของกลุ่มประเทศ OECD (ดูเพิ่มเติมได้ที่: https://tinyurl.com/54zytz8r และ https://tinyurl.com/2ukfadt7) เพราะฉะนั้น ถ้าจะถอดบทเรียนว่าควรจะทำอย่างไรดีกับ ‘วัฒนธรรมการดื่ม’ ก็น่าจะลองดูตัวอย่างจากญี่ปุ่นนี่แหละ 

ถ้าดูแค่อุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจาก ‘เมาแล้วขับ’ ในญี่ปุ่น จะพบว่ามีคดีพวกนี้ ‘ต่ำกว่า’ อีกหลายประเทศในกลุ่ม OECD ทั้งยังมีจำนวนคดีลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักๆ มีการประเมินว่าเพราะญี่ปุ่นมีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและทั่วถึง คนส่วนใหญ่เดินทางด้วยวิธีนี้ เมื่อเมาแล้วจึงไม่ได้ไปเสี่ยงขับรถให้เกิดอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น หรือต่อให้พลาดรถไฟหรือรถประจำทางเที่ยวสุดท้าย เหล่า ‘นักดื่ม’ ทั้งหลายก็ยังปักหลักอยู่ที่ร้านเหล้าต่อไปเรื่อยๆ ได้ เพราะไม่มีเวลาปิดที่ชัดเจน ถ้าเจ้าของร้านไม่ไล่เสียก่อนก็รอจนถึงเวลาเดินรถเที่ยวใหม่ตอนเช้าก็ยังได้ (แต่แน่นอนว่าการเปิดร้านต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้นักท่องราตรีดื่มเหล้าหนักขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน)

ขณะที่งานวิจัยของหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาสันนิษฐานว่า สาเหตุที่ญี่ปุ่นมีสถิติคดีอาชญากรรมต่างๆ ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ใน OECD (ซึ่งรวมถึงคดีทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย) เป็นเพราะองค์กรตำรวจและกระบวนการยุติธรรมในประเทศ ‘มีประสิทธิภาพสูง’ ทั้งยังมีมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด อีกทั้งคนญี่ปุ่นก็ถูกปลูกฝังมาตลอดว่าจะต้อง ‘เคารพ’ และ ‘รับผิดชอบ’ ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม และต้องเห็นแก่ ‘ส่วนรวม’ มากกว่า ‘ส่วนตัว’ ซึ่งต่างจากอีกหลายประเทศ (ดูเพิ่มเติมที่: https://tinyurl.com/4z4kak57)

แต่ก็ใช่ว่าวัฒนธรรมการดื่มของญี่ปุ่นจะไม่มีปัญหาเลย เพราะแนวคิด ‘ดื่มเหล้าเข้าสังคม’ ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเช่นกัน คนญี่ปุ่นที่เป็นนักดื่มมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาวอาจมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังในยามที่แก่ตัว และถ้าใครไปญี่ปุ่นบ่อย อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสักครั้งที่ได้เห็น ‘มนุษย์เงินเดือน’ อยู่ในอาการเมาพับ-หมดสภาพตามพื้นที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าจะ ‘ติดเหล้า’ ด้วยเช่นกัน และยังมีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า พ่อแม่ญี่ปุ่นที่ดื่มหนักมีแนวโน้มจะ ‘ละเลยลูก’ บ่อยกว่าพ่อแม่ที่ไม่ดื่ม

และถ้าไปดูข้อมูลในประเทศอื่นเพิ่มเติม เช่น สหราชอาณาจักร ซึ่งมี 2 เมืองติดโผ ‘ร้านเหล้าเยอะ’ จะพบว่าปัญหาทะเลาะวิวาทนั้นเกิดขึ้นบ่อยในบริเวณที่มีร้านเหล้าอยู่หนาแน่น แม้ผับบาร์ส่วนใหญ่จะมีคนดูแลความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ถ้ามีการทะเลาะวิวาทรุนแรงเกิดขึ้นก็ต้องเรียกตำรวจมาจัดการอยู่ดี (ถ้าประเทศไหนตำรวจ ‘เรียกเก็บส่วย’ แล้วปล่อยให้เจ้าของร้านเหล้าจัดการเรื่องนี้กันเอง ก็มีแนวโน้มสูงมากๆ ว่าอาจจะเกิดอาชญากรรมอื่นๆ ตามมาด้วย)

การขยายเวลาปิดผับ (รวมถึงคลับและบาร์) จากตี 2 เป็นตี 4 ในไทย จึงไม่ใช่แค่การรับฟังว่าใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะผู้ประกอบการร้านเหล้าก็คงเห็นด้วย ส่วนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ ‘เมาแล้วขับ’ ก็คงไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แต่ต้องถามว่าหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และนักดื่มทั้งหลาย จะร่วมกันออกแบบแนวทางไม่ให้การดื่มเหล้าไปกระทบต่อคนอื่นๆ ที่ไม่ดื่มได้อย่างไร ไม่ว่าจะ ‘ดื่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ’ หรือ ‘ดื่มเพราะความชอบส่วนบุคคล’ ก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ดี  

อ้างอิง

The Active. สมาคมผู้ประกอบการถนนข้าวสาร พร้อมนำร่องขยายเวลาปิดผับตี 4

BMJ. Effectiveness of a law to reduce alcohol-impaired driving in Japan

Cheap Flights. Closing time around the world: Can you make the last train and last call?

Frontiersin. Impact of Alcohol Outlet Density on Reported Cases of Child Maltreatment in Japan: Fixed Effects Analysis

IAS. How Alcohol Outlets Affect Neighborhood Violence

iVisa. Cities Around The World With Most Bars Per Capita

NewsCh7. เครือข่ายลดอุบัติเหตุ ค้านธุรกิจน้ำเมา ขยายเวลาปิดผับตี 4