หนังสือพิมพ์สำหรับชาวยิว เคยตีพิมพ์ทฤษฎีที่เชื่อว่า ชาวญี่ปุ่นคือหนึ่งในวงศ์วานอิสราเอลที่หายไป

  • Project: หนังสือพิมพ์สำหรับชาวยิว เคยตีพิมพ์ทฤษฎีที่เชื่อว่า ชาวญี่ปุ่นคือหนึ่งในวงศ์วานอิสราเอลที่หายไป
  • Business Unit: Content

อาจจะดูแปลก และไม่คุ้นหู แต่เชื่อหรือไม่ว่าในอดีต หนังสือพิมพ์สำหรับชาวยิวอย่าง ‘JEWISH DAILY BULLETIN’ เคยตีพิมพ์บทความที่บอกเล่าทฤษฎีที่เชื่อว่าชาวญี่ปุ่นกับชาวยิวมีบรรพบุรุษร่วมกัน โดยหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นถูกตีพิมพ์ในวันที่ 15 สิงหาคม 1929

โดยบทความดังกล่าวบอกเล่าเรื่องราวของทฤษฎีที่มีชื่อว่า ‘The Japanese -Jewish common ancestry theory’ หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า นิจิยุ โดโซะรน (日ユ同祖論) นับว่าเป็นทฤษฎีที่ค่อนข้างแหวกและอยู่นอกเหนือกรอบของทฤษฎีกระแสหลัก ที่เริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 และมีพัฒนาการต่อมาหลายสมัยโดยเชื่อกันว่าแท้จริงแล้วชาวญี่ปุ่นทั้งหมดคือหนึ่งในวงศ์วานทั้ง 10 เผ่าของอิสราเอลที่สูญหายไป หลังจากอาณาจักรอิสราเอลถูกยึดครองโดยอาณาจักรอัสซีเรียใหม่ เมื่อ 722 ปีก่อนคริสตกาล  

เนื้อหาในบทความดังกล่าวระบุว่า ทฤษฎีนี้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างโดยมิชชันนารีชาวสก็อตที่เดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในญี่ปุ่นนามว่านิโคลัส แมคลอยด์’ (Nicholas McLeod) เขาได้เขียนหนังสือหลายเล่มที่เสนอว่า ชาวญี่ปุ่นคือวงศ์วานอิสราเอลที่หายไป โดยมีหลักฐานจากความคล้ายคลึงของรูปแบบพิธีกรรมระหว่างลัทธิชินโตกับศาสนายูดาห์ รวมไปถึงตำนานของพระจักรพรรดิจิมมูและโมเสสที่มีความคล้ายคลึงกัน และจากตราประจำตระกูลชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างตระกูลฮาตะ ที่ใช้รูปดาวหกแฉก (รูปเดียวกับดวงดาวแห่งเดวิดบนธงชาติอิสราเอล) เป็นตราประจำตระกูล

โดยแมคลอยด์เชื่อว่าตระกูลนี้เป็นชาวยิวที่อพยพมาจากเอเชียกลาง แนวคิดเรื่องนี้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ และมีนักวิชาการหลายคนให้การสนับสนุนอย่าง โจเซฟ ไอเดลเบิร์ก (Josep Eidelberg) นักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ที่ได้เขียนหนังสือสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าว ซึ่งถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นและขายได้กว่า 40,000 เล่มเลยทีเดียว

และเมื่อปี 1929 เจนิชิโระ โอยาเบะ (Jenichiro Oyabe) นักเขียนชาวญี่ปุ่น เจ้าของหนังสือ ‘Origin of Japan and The Japanese’ ได้เสนอว่า ต้นกำเนิดของชาวญี่ปุ่นสามารถสืบได้ไปถึงชนเผ่าอิสราเอลจริงๆ และพระจักรพรรดิญี่ปุ่นยังสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าแกด (Gad) หนึ่งใน 12 ชนเผ่าของอิสราเอลอีกด้วย

โอยาเบะได้ใช้เวลากว่า 10 ปีในการศึกษาทฤษฎีนี้ผ่านการใช้ชีวิตร่วมกับชนเผ่าไอนุ ชนพื้นเมืองของญี่ปุ่น และการศึกษาประเภทอื่นๆ จนพบความเชื่อมโยงมากมายระหว่างญี่ปุ่นและอิสราเอลอย่างเทศกาลกิอง’ (Gion Mutsuri) หนึ่งในสามเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของเกียวโต ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี และวันที่ 17 ในเดือนนี้จะมีพิธีสำคัญคือการแห่มิโกชิหรือศาลเจ้าขนาดคนหามลงน้ำ 

โอยาเบะเสนอว่า พิธีกรรมนี้เชื่อมโยงกับการเฉลิมฉลองของชาวยิวที่ปรากฏในพันธสัญญาเดิมว่า เมื่อเรือของโนอาห์หนีน้ำท่วมโลกไปถึงภูเขาอารารัตได้สำเร็จในวันที่ 17 กรกฎาคม ผู้คนในเรือได้ขอบคุณพระเจ้าด้วยการนำหีบพันธสัญญาแห่ลงน้ำ โอยาเบะเชื่อว่าเมื่อลูกหลานชาวยิวกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ ของโลก พวกเขาก็จะไม่ลืมรูปแบบพิธีกรรมดังกล่าว และยังเชื่อว่า หีบพันธสัญญาทรงสี่เหลี่ยมเป็นต้นแบบของมิโกชิอีกด้วย

นอกจากนี้เขายังเสนอว่า รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของศาลเจ้าในญี่ปุ่นยังมีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของชาวยิว โดยชี้ให้เห็นว่าศาลเจ้าอิเสะ (Grand Shrine of Ise) ที่สร้างถวายอามะเตระสุเทพีสูงสุดของชินโต มีแนวกำแพงสูงขนาด 3 เมตร ที่ถูกสร้างด้วยก้อนหินธรรมชาติที่ไม่ได้รับการตัดแต่ง ซึ่งลักษณะดังกล่าวตรงกับข้อความในภาคพันธสัญญาเดิมที่พระเจ้าตรัสบัญชาไม่ให้โมเสสใช้หินที่ถูกเจียสร้างศาสนสถาน ความว่าถ้าท่านจะสร้างแท่นบูชาด้วยหินให้เรา ก็จงอย่าใช้เหล็กสกัด เพราะเครื่องมือที่ใช้จะทำให้แท่นบูชานั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์ (20:24 – 25 อพยพ) 

ไม่เพียงเท่านี้ เสาโทริอิ อันเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นที่คนทั่วโลกรู้จัก ยังถูกโยงเข้ากับทฤษฎีนี้ด้วย โดยโอยาเบะเสนอว่า สมัยโบราณ กษัตริย์โซโลมอนแห่งราชอาณาจักรอิสราเอลได้สร้างเสาขนาดใหญ่สองต้นไว้ตรงทางเข้าของพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ตามข้อความในพันธสัญญาเดิมที่ว่าพระองค์ทรงตั้งเสาสองต้น สูงต้นละสิบเจ็ดเมตรครึ่ง แต่ละต้นมีหัวเสาสูงสองเมตรครึ่ง ทรงทำลูกโซ่เหมือนสร้อยคอติดไว้ที่ยอดเสา และทรงทำผลทับทิมหนึ่งร้อยผลแขวนไว้ที่โซ่ 

ซึ่งลักษณะเสานี้ คือต้นแบบของเสาโทริอิที่เป็นเสาไม้สีแดงสองต้น ด้านบนเป็นคานโค้งคล้ายสร้อย และการวางเสาโทริอิไว้หน้าศาสนสถานก็มีต้นแบบมาจากเสาหน้าพระวิหารของกษัตริย์โซโลมอนเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เราก็ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า แม้จะมีนักวิชาการทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติบางส่วนที่เคยเชื่อว่าทฤษฎีนี้เป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่มีหลักฐานเชิงพันธุกรรมศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าชาวญี่ปุ่นและชาวยิวในปัจจุบันมีบรรพบุรุษร่วมกันดังที่นักวิชาการหลายคนกล่าว และทำให้ทฤษฎีนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่เกิดขึ้นเมื่อราวหลายร้อยปีที่แล้วเท่านั้นเอง

อ้างอิง