คุยกับ ‘แพต ชญานิษฐ์’ ผู้ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนนิสัยดี แต่ก็ไม่เคยชี้หน้าด่าใคร

  • Project: คุยกับ ‘แพต ชญานิษฐ์’ ผู้ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนนิสัยดี แต่ก็ไม่เคยชี้หน้าด่าใคร
  • Business Unit: Content

ภายใต้รอยยิ้มอันสดใส และเสียงหัวเราะที่ทำให้หัวใจพองโต ของ ‘แพต’ ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช นักแสดงหญิงมากฝีมือ มีความสามารถโดดเด่นเป็นที่รู้จักจากการแสดงซีรีส์ และภาพยนตร์ อย่าง ‘I See You พยาบาลพิเศษ..เคสพิศวง’ ‘โปรเจกต์ เอส เดอะซีรีส์’ และ ‘เคว้ง’ ซีรีส์ Netflix เรื่องแรกของไทย รวมถึงเป็นเจ้าของรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ ‘มา ณ ที่นี้’ ใครจะไปรู้ว่าเธอก็เคยผ่านช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสมาเหมือนกัน 

BrandThink อยากชวนทุกคนมารู้จักสาวสวย ขายขำ ที่คนส่วนใหญ่มักติดภาพจำ ว่าเธอชอบทำรูจมูกเป็นโลโก้กูเกิล ให้มากขึ้น ผ่านมุมมองความคิด ความรู้สึกจากเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น กระทั่งพูดถึงเป้าหมายในชีวิตของ แพต ชญานิษฐ์ ในวัย 28 ย่าง 29 ปีเต็ม

หลายคนมักติดภาพว่าแพตเป็นคนสนุกสนาน แล้วความจริงคิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้นไหม

เอ่อ… เรายอมรับแบบเปิดอกเลย ว่าจริงๆ แล้วเราชอบ และมีความสุขกับการสนุกสนาน ซึ่งสิ่งที่คนข้างนอกเห็นก็เป็นเรานี่แหละ แต่มันมีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เราต้องการจะหลบหนีสิ่งที่เจอ หรือความเศร้าอะไรบางอย่าง แล้วเอาความสุข เสียงหัวเราะเข้ามาชดเชยแทน เราว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์

แปลว่าเป็นคนถ้าสนุกก็สุดเลย ทว่าเวลาดิ่งขึ้นมา ลงไปสุดแค่ไหน

มันจะฟีลแบบว่าเวลาเจอเพื่อนจะสนุกสุดๆ เลย แต่พอกลับบ้าน หรือตื่นเช้าขึ้นมาอีกวัน จะรู้สึกเหงา มันอาจจะเป็นสารเคมีบางอย่างในสมอง ที่พอเวลาเราสนุกสุดๆ แล้วเกิดอีกวันมันเงียบมากๆ ก็จะเริ่มเศร้าละ เพระเราเป็นคนขี้เหงามาก

มีช่วงไหนบ้างไหมที่คิดว่าตัวเองไม่ไหว หรือเจอเรื่องหนักหนาสาหัสกับชีวิตมากที่สุด

ช่วงนี้แหละ (หัวเราะ) ช่วงปีที่ผ่านมา มันมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในปีเดียว แบบนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เหมือนบอมระเบิดน่ะ ก็เลยตั้งรับไม่ทันประมาณหนึ่ง

พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิต มีวิธีฮีลใจตัวเองอย่างไร

เราว่าเราโชคดีมาก ที่มีเพื่อนซัพพอร์ต จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนสุขภาพจิตแย่มาก ขนาด… หื้มมม… เละเทะ

อยากให้ลองนิยามความเป็นตัวเอง

คือเราไม่แน่ใจ ว่าจะนิยามยังไงให้รู้สึกชอบตัวเอง แต่ถ้าถามว่าเรารักตัวเองไหม เรารักตัวเองเพราะแฮปปี้การเสพโมเมนต์นี้ของตัวเองกับสภาพแวดล้อม กับคนที่อยู่รอบตัว 

ส่วนมากเราจะเป็นคนที่ไปในทางเมนชั่นข้อเสียของตัวเองมากกว่า แต่ถ้าเกิดให้นิยามตัวเอง คิดว่าเราเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เช่นวันนี้อยากได้อันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะไม่อยากได้แล้ว (หัวเราะ) อีกอย่างภายนอกเราดูแข็งแรงจังเลย ดูสตรองมาก ดูหน้าเหวี่ยงๆ ร้ายๆ แต่จริงๆ เพื่อนจะบอกว่าเราเป็นคนกระจอกแต่บอกแจ๋วเสมอ บางทีก็พร้อมบวกนะ บางทีก็ไม่กล้า บางทีก็กลัว แล้วแต่ทรงไป

คิดว่าอะไรที่ทำให้เรา ‘รักตัวเอง’ ได้ขนาดนี้

อธิบายยากมากเลย แต่มันเป็นการที่เราหัดขอบคุณตัวเองเสมอ จะให้ตอบว่ารักตัวเองยังไง แต่ละคนมันมี journey ที่แตกต่างกัน journey ของเรามันก็ต่างกับคนอื่น ซึ่งสิ่งที่เราทำเป็นประจำคือ ถ้าเกิดวันนี้เราร้องไห้หนักมากเลย เราก็จะขอบคุณตัวเองว่า เฮ้ย ร้องไห้นี่แม่งเรียนรู้นะ เพื่อทำอะไรสักอย่าง หรือการมีความสุขกับสิ่งนี้กับการได้-ไม่ได้สิ่งนี้มา เพราะมีเหตุผลว่าทำไมถึงได้ และไม่ได้ 

“เราจะเรียนรู้ที่จะให้อภัยกับตัวเอง และขอบคุณตัวเองบ่อยๆ

 เราทำดีแล้ว เราผ่านมันมาได้แล้ว ทำให้เราเจอพื้นที่ใหม่ๆ ด้วยตัวเองแล้ว”

กว่าจะมาถึงจุดที่รักตัวเองแบบทุกวันนี้ ยากไหม 

ยากนะ ครั้งแรกเราไม่เข้าใจหรอกว่าการขอบคุณตัวเองด้วยความรู้สึกที่แท้จริงมันเป็นยังไง พอครั้งแรกที่เรารู้สึกขอบคุณตัวเองอย่างแท้จริงแล้วอะ มันแบบโห… เรายิ้มทั้งร้องไห้ มัน fulfill มาก

อะไรที่ทำให้เราปลดล็อก ว่านี่แหละคือการรักตัวเอง 

มันเกิดจากการที่ว่า ตั้งแต่เด็กจนถึง ณ วันนั้น น่าจะประมาณ 5 ปีที่แล้ว เราไม่เคยเข้าใจว่าการขอบคุณตัวเองคือยังไงวะ 

เราเลยทดลองด้วยการซื้อดอกกุหลาบแล้วนั่งอยู่ในรถ จำได้เลยว่าซื้อดอกสีขาวดอกเดียวที่เจ อเวนิว ทองหล่อ แล้วพูดกับตัวเองว่าขอบคุณที่โตมาถึงทุกวันนี้ พูดด้วยความรู้สึกจริงๆ จากข้างใน โห…ขนลุกเลยอะ แล้วก็ร้องไห้หนักมากอยู่ในรถคนเดียว ตอนนั้นรู้สึกหัวใจมันเปิดกว้าง 

หรือถ้าให้พูดแบบเซอร์เรียลเลยนะ ดอกไม้ดอกนั้นซื้อมาเพื่อขอบคุณตัวเอง แล้วซึมซับเข้าใจในหัวใจตัวเอง จนเหมือนดอกไม้ที่บานในวันนั้นเลย

คำพูดดูน้ำเน่ามากเลยนะ แต่เรารู้สึกจริงๆ เหมือนพอเราไปพูดกับเพื่อน เพื่อนก็จะแบบเลี่ยนว่ะ แต่เราไม่เคยอายที่จะพูดสิ่งนี้ กลับรู้สึกโคตรแฮปปี้เลยที่มี journey นั้นในชีวิต รู้สึกโชคดีที่สิ่งนี้เกิดขึ้นในชีวิตเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราคงเสียดายมาก ถ้าเรารู้จักสิ่งนี้ตอนอายุ 40-50 ปี 

วันนั้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ถือเป็นการจุดชนวนที่ทำให้เป็น ‘แพต ชญานิษฐ์’ ในวันนี้ไหม

เรียกว่าทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้นมากกว่า พอเหมือนเราเริ่มจากการที่เรามีไวบ์ (vibe) ที่ดีให้ตัวเอง มันไม่ยากเลยที่จะเป็นไวบ์ที่ดีให้กับคนอื่น แล้วมันจะดึงดูดคนที่สมควรที่จะอยู่กับเรา ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่มักจะเจอเพื่อน หรือสังคมที่ดี เลยทำให้เราตัดความกลัวออกไปด้วย แปลกมาก การรักตัวเองมันเลยเจ๋ง

ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เคยมีภาพที่ตัวเองอยากเป็นบ้างหรือเปล่า 

เคยมีๆ เราอยากดูเป็นผู้หญิงน่ารัก อยากให้คนรัก ซึ่งเราว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ที่เห็นคนอื่นทำแบบนี้ เราเลยทำแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วการที่ทำแบบนั้นมันไม่ใช่เราเว้ย เพราะมันเป็นเพียงภาพจำในจิตสำนึก

จนวันหนึ่งเราอันล็อกว่าไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ ทุกอย่างตรงนั้นมันปลอมหมดเลย แต่ไม่เคยรู้สึกผิดที่คิดว่าทำแบบนั้นจะได้รับสิ่งนี้ เพราะมันเหมือนเป็นไดอารีหรือพอร์ตโฟลิโอที่ทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง 

ซึ่งพอเราก้าวข้ามผ่านสิ่งนั้นมาด้วยตัวเอง มันเลยทำให้รู้สึกดี ได้กลับมาเป็นเราที่ไม่ได้เอาเปรียบใคร ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่หน่า ทุกอย่างที่เป็นเรามันอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมอันดีงาม เพราะเราไม่สามารถไปยืนชี้หน้าด่าใคร เพียงเพื่อที่จะบอกว่าเราเป็นแบบนี้ มันไม่ใช่

แล้วถ้าภาพที่ตัวเองไม่อยากเป็นล่ะ

ภาพที่ไม่อยากมี และไม่อยากเป็นเลยคือ เราไม่ชอบความไม่แฟร์ ไม่ชอบการเอาเปรียบ ความหมายมันกว้างนะ ซึ่งถ้าเราเห็นความไม่แฟร์กับใครก็จะรู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิด รู้สึกอยากหาคำตอบว่าทำไมมันถึงไม่แฟร์ 

งั้นถ้าเผลอไปเอาเปรียบ หรือไม่แฟร์กับคนอื่นบ้างล่ะ 

เราจะรีบขอโทษทันที ทันทีเลย สมมติแบบเธอให้เรา เราก็ต้องให้เธอด้วย มันต้องมีการให้มีการรับ มีการรับมีการให้เสมอ 

นอกจากการโดนเอาเปรียบแล้ว มีผู้ใหญ่แบบไหนอีกไหม ที่เราไม่อยากเป็น

เราว่าผู้ใหญ่บางคนก็ติดนิสัยการดูถูก ชอบตัดสินว่าทำไม่ได้ หรืออะไรก็ตาม เราจะรู้สึกน้อยใจ ซึ่งไม่รู้หรอกว่าทำได้หรือเปล่า เราแค่อยากได้กำลังใจแค่นั้นเอง หรือถ้าพฤติกรรมเหรอ ตอบยากอะ เพราะเราไม่ค่อยสนใจอะไรมากมาย ออกแนวปลง จะพูดอะไรก็พูด จะทำอะไรก็ทำ เพราะรู้สึกว่าคำว่าผู้ใหญ่มันมีร้อยแปดคนในชีวิต มาต่างสีกัน ผู้ใหญ่คนนี้เดินมา ด้วยประโยคแบบนี้ น้ำเสียงแบบนั้น ทำแบบนี้กับเรา มันมีหลากหลายอารมณ์ 

เพราะตั้งแต่เติบโตมามีหลายอย่างมากๆ เลยที่เราไม่ชอบ ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งงอน ทั้งน้อยใจ และเสียใจ จนเราผ่านมาอายุ 20 จะ 30 ปีแล้ว มันเลยยากมาก ที่จะมานั่งรีแคปว่าจะไม่ชอบอะไรที่สุด 

ซึ่งเราคิดว่า ไม่ใช่คิดว่าสิ แต่มั่นใจว่าเรารีแคปแค่อารมณ์ว่าเรารู้สึกอะไรมากกว่า เพราะเราไม่มีสิทธิ์ไปชี้หน้าบอกเขาว่าเธออย่าทำแบบนี้ เว้นแต่ว่าเขาล้ำเส้นเกินไป ก็จะขออนุญาตบอกได้ไหม ว่าเราเจ็บมากเลยที่คุณพูดแบบนี้ ซึ่งมันก็มีที่เราเคยทำแบบนั้น

พอบอกเขาไป เขาตอบโต้เรากลับมาอย่างไร

แล้วแต่คน บางคนก็ขอโทษ เราก็เข้าใจว่าธรรมชาติเขาเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่สามารถไปตัดสินธรรมชาติของเขาได้ หรือบางคนก็จะวาดทรงขึ้นมา ทำไมฉันถึงจะพูดไม่ได้ ทำไมถึงไม่มีสิทธิ์พูด แต่เราจบละ สบายใจแล้วที่ได้บอกเขาว่าเราไม่ชอบ

คุณกล้าที่จะบอกเขาไป เพราะเคารพในตัวเองด้วยหรือเปล่า

เราเป็นคนขี้เถียงตั้งแต่เด็กแล้ว ทำแบบนี้มาเพราะอะไร ตั้งคำถาม คุยกันด้วยเหตุผลสิ ถ้าเราผิดเธอก็บอกว่าเราผิด ไม่ใช่มาโกรธเพียงเพราะไม่ชอบเราเฉยๆ 

ซึ่งเราเป็นคนแมนเรื่องยอมรับผิดนะ เป็นคนใจๆ ถ้าเราผิดก็คุยแล้วบอกขอโทษ ผิดก็สารภาพผิด เรามักจะบอกตัวเองเสมอ ว่าเราไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้น กล้ายอมรับอย่างเต็มอกเลยว่าเราเป็นคนนิสัยไม่ดี

ไม่ดีหมายถึง เราเป็นคนไม่ค่อยมีพฤติกรรมที่อยู่ในฟอร์มอะไร หรืออยู่ในกฎเกณฑ์ความเป็นมนุษย์มากๆ และเราจะรู้สึกสนุกมากเลย เวลานิยามตัวเองว่าเป็นคนไม่ดี เพราะการที่นิยามว่าเราเป็นคนดี มันอึดอัดอะ (หัวเราะ) 

แต่สุดท้ายก็ต้องตีกลับไปที่ไม่ว่าเราจะทำอะไร มันต้องอยู่ในคุณธรรมที่ดีงามนะ ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปผลักหัวใครง่ายๆ เหมือนกัน และพอเหมือนการที่เราไม่ได้อยู่ในกรอบ ก็จะถูกจัดอยู่หมวดคนนิสัยไม่ดีเสมอ

มีเรื่องไหนที่ทำให้รู้สึกว่ามุมมองเราเปลี่ยนไป หรือได้เรียนรู้กับมันบ้าง

คงเป็นเรื่องเดิม เรื่องการที่อย่าพยายามเป็นคนอื่น อย่าพยายามเรียกร้องอะไรที่ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมเหล่านั้นที่เราทำไป คนจะรัก จะชอบ มันต้องรู้จักการให้เกียรติงานที่ทำ ให้เกียรติผู้คนที่เราเจอ เป็นเบสิกพื้นฐานที่เราต้องทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ แล้วผลที่ตามมามันจะดีเสมอ

แสดงว่าที่ผ่านมาคุณเคย ‘ทดลอง’ เป็นคนอื่น

ช่วงเข้าวงการแรกๆ มันจะมีความคิดที่มาจากไหนไม่รู้ ที่คิดว่าการทำอย่างงั้น อย่างงี้แล้วมันจะดี แต่ลืมตัวไปว่านี่มันไม่ใช่เรา ซึ่งโชคดีมากที่เราหลุดไปในห้วงอารมณ์นั้นแค่ปีเดียว แล้วก็รู้ตัวเร็ว แบบตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่ากูทำอะไรอยู่วะเนี่ย หลังจากนั้นก็ทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น แฮปปี้มาก

อยากพูด หรืออยากทำอะไรกับ ‘แพต’ คนที่อยู่ในห้วงเวลานั้นไหม

อยากไปเขย่าตัวมัน แล้วบอกว่าทำอะไรอยู่เนี่ย เหมือนเป็นเราคุยกับตัวเองว่าทำไรอยู่ แต่ว่าไม่เคยโกรธตัวเองเลยนะที่ทำแบบนั้น กลับรู้สึกตลก ขำตัวเองมากกว่า

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณเข้าใจตัวเองได้ขนาดนี้

เราเป็นคนชอบตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ตื่นมาว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็…ความรู้สึกแรกของฉันคืออะไร จะนอนก็ถามว่าความรู้สึกที่ชัดที่สุดในวันนี้คืออะไร เพราะอะไร ทำไม ค่อยๆ นั่งถามตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งคำถามนั้นจะมีคำตอบ หรือไม่มีก็ได้นะ แล้วไม่จำเป็นต้องชอบ หรือมีความสุขในทุกวันด้วย

“เรารู้สึกว่ามนุษย์อย่าหยุดตั้งคำถาม ไม่งั้นก็ไม่ได้เรียนรู้ตัวเอง และโลกใบนี้”

สมมติวันนี้มาทำงานแบบนี้ ก็จะถามตัวเองว่าชอบไหม มีความสุขไหม บางวันไม่ชอบก็ให้รู้ว่าไม่ชอบแล้วผ่านไป ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วต้องไปต่อแค่นั้นเลย แต่ต้องมีความกล้าหาญเข้าไปในนั้นด้วย เพื่อที่จะก้าวข้ามผ่านสิ่งนั้นด้วย ซึ่งการที่คนเราจะก้าวข้ามผ่านความกลัวที่อยู่ในตัวเองลึกๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เราคิดว่ามันเป็นการฝึกฝน 

ใช้เวลาฝึกฝนนานแค่ไหน

นาน (ลากเสียงยาว) ทุกวันนี้ก็ยังฝึกฝนอยู่ มันต้องทำในทุกวัน ซึ่งเราไม่เคยรู้สึกว่าควรหยุดแล้ว หรือพอแล้ว ไม่เคยเลย 

มีเรื่องไหนที่คิดว่าตัวเองตั้งคำถามมากเป็นพิเศษ 

ถามบ่อยน่าจะเป็นเรื่องของความรู้สึกในแต่ละวัน วันไหนมีความสุขก็เสพมันไป วันไหนเศร้าก็ยอมรับว่าเศร้า เหนื่อยให้รู้ว่าเหนื่อย พอทำแล้วเราชอบมาก เอนจอยมาก แต่ก็มีบางคนที่เวลาฟังเราพูดสิ่งนี้ก็อาจไม่แฮปปี้ เขาไม่เข้าใจว่าคืออะไร คิดว่าเราเอาแค่นี้เองเหรอ แต่ในเชิงการใช้ชีวิตเราว่ามันพอแล้วแหละ แฮปปี้แล้ว 

แล้วเคยถามตัวเองเรื่องความฝัน หรือเป้าหมายในชีวิตบ้างไหม

เคย เพราะเรามีเป้าหมาย เรามีแพสชันเป็นเส้นตรงที่แบบไม่มีที่สิ้นสุด ออกไปข้างหน้าตัวเราเสมอ ซึ่งไม่ง่ายที่จะประคับประคองให้มันสตรองอยู่ตลอดเวลา

บอกได้ไหม ว่าเป้าหมายในชีวิตตอนนี้คืออะไร

เขินที่จะพูดนะ ขอจัดการความเขินข้างในตัวเองก่อน… 

เราอยากประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดงหญิงที่พาหนังไทยไปประสบความสำเร็จระดับโลก (หัวเราะ) เขินที่จะพูดเสมอ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้มันขึ้นอยู่กับหลายอย่างมาก เราต้องไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดต่อสู้ ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง หากวันหนึ่งคิดว่าเก่ง คิดว่าเจ๋งพอแล้ว นั่นแหละ จบ 

คิดว่าตอนนี้ เส้นแพสชันที่คุณเดินอยู่ไปได้ไกลแค่ไหนแล้ว

ไม่รู้ ไม่ได้คิดตรงนั้นเลย ไม่รู้ด้วยว่าทำไมไม่คิด มั่นมากเลย มันคือการเดินต่อไปเรื่อยๆ บางทีเราก็วิ่ง บางวันเราก็เดิน แต่อย่าหยุดเดินพอ เรารู้ตัวว่าช่วงไหนที่เดิน ช่วงไหนเดินเร็ว มันมีแหละช่วงที่พลาดบ้าง ไม่แฮปปี้บ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราไม่ได้หยุดเดิน

มีหลายครั้งเหมือนกันที่รู้สึกว่าแพสชันเส้นนี้มันสั่น แต่สภาพแวดล้อม รวมถึงคนรอบข้างเขาผลักหลังเราอยู่เหมือนกัน รู้สึกโชคดีมากๆ ที่มีคนซัพพอร์ตด้านอารมณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันสำคัญมาก

สำหรับคุณ แพสชันสำคัญแค่ไหน

เรารู้สึกว่าเราตายได้เลย ถ้าไม่มีแพสชัน แต่ไม่ได้ตายจริงๆ นะ มันตายแบบ symbolic เป็นความรู้สึกตายจากข้างในได้เลย ถ้าวันหนึ่งแพสชันมันหายไป เราจะรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอะไรเลย รู้สึกกระจอกจังเลย มันจะอยู่ไม่ได้น่ะ

แปลว่าชีวิตเราขับเคลื่อนด้วยแพสชัน 

จริงๆ ก็ใช่นะ อืม กล้าตอบว่าใช่ ชีวิตเราขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ซึ่งเราตอบไม่ได้เลยว่าจะทำไงให้แพสชันยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนเป็นโมเมนต์ที่เรากึ่งหลับกึ่งตื่น แล้วต้องต่อสู้กับตัวเองข้างใน เพื่อให้มันยังอยู่

คุณในวัย 28 จะ 29 ปีเต็ม มองว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

ไม่ได้เปลี่ยนมากขนาดนั้น ตอนมัธยมก็เรียนอาร์ต ขึ้นมหาวิทยาลัยก็เรียนอาร์ต ทำงานก็สายอาร์ต แต่อาจจะเป็นอาร์ตคนละแขนงกัน มันเหมือนชีวิตเราปล่อยให้มันโฟลว์ ผ่านความรู้สึกที่เราชอบ เราอยากทำจริงๆ และพอปล่อยให้มันโฟลว์ ทับถมกันไปมาก็ค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง จนเราไม่รู้ตัวว่ามันทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ 

แต่มันเจ๋งที่เรามาถึงเส้นทางชีวิตทุกวันนี้ได้ ซึ่งถ้าให้มาคุยกับเราในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็อาจจะไม่ใช่คนแบบนี้ก็ได้ อาจเป็นเราอีกร่างหนึ่ง เพราะเลิก fix มานานแล้ว ว่าปีนี้จะเป็นแบบนั้น ไม่สนุกหรอก

แล้วพอใจไหม กับ ‘แพต’ ในเวอร์ชั่น 2023 นี้

ไม่เคยคิดว่าพอใจหรือยัง แต่จะขอบคุณมากกว่าว่า เอ้ย แจ๋วว่ะที่ยังไม่ตาย มันก็ไม่พังมากขนาดนั้น หรือมันพังมาก แต่อย่างน้อยก็สะใจที่ยังอยู่ตรงนี้ นั่งหัวเราะกับเพื่อน โล่งอกนะที่ผ่านมาได้ 

สุดท้าย มีตอนไหนที่คุณผ่านมันมาได้ จนกล้าเอ่ยปากว่า “เราโคตรเจ๋งเลย”

เป็นโมเมนต์ที่เราก็เศร้า แต่ต้องเข้มแข็งมากๆ เพื่อให้คนที่เรารัก และเราแคร์แข็งแรงมากกว่าเรา โมเมนต์ที่อนุญาตให้เขาเหยียบไหล่เราขึ้นไป ถึงแม้เราจะเศร้าก็ตาม ซึ่งก็เพิ่งผ่านโมเมนต์ที่ว่านี้ไปเมื่อไม่นานมานี้ รู้สึกสุดยอดเลยว่ะ แต่เราก็ไปนั่งบนไหล่เพื่อนอีกทีหนึ่งเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่ ณ หน้างานเราแบบ เฮ้ย ขึ้นไปเลย 

เออ ตั้งแต่เกิดมาเนี่ย เป็นครั้งแรกที่เราได้ทำแบบถ่องแท้ ก่อนหน้านี้คือฟังมาตลอด แต่พอมาเจอกับตัวเอง รู้เลยว่ามันต้องใช้ความกล้าที่ยิ่งใหญ่มากในการทำสิ่งนี้ ซึ่งแต่ละคนมันก็จะมีวิธีในการเดินออกจากความเจ็บปวดแตกต่างกัน

ขอบคุณสถานที่: a Coffee Roaster by li-bra-ry 

Warehouse 30 โกดัง 6 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 (https://goo.gl/maps/cHofEziry8PrgQD17)