THE ATTENTION: “เพราะประชาธิปไตยอาจจะ ‘หยาบคาย’ ในตัวมันเอง” เมื่อความหยาบคือส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหว แต่ขอบเขตคือตรงไหนกันแน่

  • Project: THE ATTENTION: “เพราะประชาธิปไตยอาจจะ ‘หยาบคาย’ ในตัวมันเอง” เมื่อความหยาบคือส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหว แต่ขอบเขตคือตรงไหนกันแน่
  • Business Unit: Publisher

[อยากรู้แต่ไม่มีเวลา อ่านแค่ตรงนี้พอ]

.

“โดยธรรมชาติแล้ว ‘ประชาธิปไตย’ มักจะหยาบคายในตัวของมันเอง แต่ก็มีขอบเขตอยู่ว่าเราจะไม่สุภาพได้ถึงแค่ไหน” (Democracy is, by its very nature, often rude. But there are limits to how uncivil we should be.) คือประโยคที่ซูซาน เฮิร์บต์ (Susan Herbst) นักรัฐศาสตร์อเมริกัน กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ ‘Rude Democracy’ ซึ่งศึกษาว่าคนที่เห็นต่างทางการเมืองจะหาทางอยู่ร่วมกันได้อย่างไร โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง (ทั้งในเชิงพละกำลังและคำพูด) จนถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อหรือความสัมพันธ์แตกหัก

——————

ที่ผ่านมา สังคมอเมริกันมีการ ‘แบ่งขั้ว’ ค่อนข้างชัดเจนจากจุดยืนทางการเมือง และเกิดความขัดแย้งระหว่างคนที่เห็นต่างกันมานานแล้ว ทำให้มีงานวิจัยในอเมริกันจำนวนมากศึกษาว่าควรทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันได้แม้ว่าจะเห็นต่างกันแบบสุดขั้ว

หนึ่งในงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ ‘Rude Demecracy’ ของ ซูซาน เฮิร์บต์ ได้พยายามแจกแจงให้คนในสังคมอเมริกันเข้าใจว่าทำไมคนรุ่นหลังๆ ที่แสดงความเห็นในสื่อโซเชียล รวมถึงผู้เข้าร่วมการอภิปรายสาธารณะ จึงมักจะใช้ถ้อยคำหรือมีพฤติกรรมที่คนบางกลุ่มมองว่า ‘หยาบคาย’ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลหลักๆ ที่ได้จากกระบวนการสังเกตการณ์และการวิเคราะห์คำปราศัยทางการเมืองสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2009 บ่งชี้ว่า ความไม่สุภาพหรือการแสดงพฤติกรรมท้าทายมาตรฐานสังคมในรูปแบบต่างๆ (incivility) เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสีสัน ทำให้คนดูรู้สึกสะใจ และช่วยให้คนนำเรื่องทำนองนี้ไปพูดต่อๆ กันมากกว่าการพูดจาอย่างเป็นการเป็นงาน 

พูดง่ายๆ คือ ความหยาบคายหรือพฤติกรรมฉาวๆ จะกลายเป็นไวรัลดึงเอนเกจเมนต์ได้ดีกว่าพฤติกรรมทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติต่อกันตามมาตรฐานของสังคม

อย่างไรก็ดี การจะบอกว่าอะไรคือความหยาบคาย ‘ชี้วัดได้ยาก’ เพราะบางเรื่อง บางคำพูด หรือบางพฤติกรรม สำหรับคนบางกลุ่มอาจไม่ได้มองว่าหยาบคาย แต่คนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ก็อาจจะรู้สึกว่าหยาบคายหรือรับไม่ได้

ยิ่งถ้าพูดถึงการต่อสู้เรียกร้องหรือการขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เฮิร์บต์ยืนยันว่า การแสดงออกอย่างก้าวร้าว การใช้คำพูดหรือการแสดงท่าทีที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าหยาบคาย ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับหรือทำความเข้าใจให้ได้ ถ้าผู้ที่มีท่าทีดังกล่าวคือคนที่ต้องเผชิญกับการถูกกดทับเชิงอำนาจ หรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมานาน การแสดงออกเช่นนี้ก็เป็นหนึ่งในกลไกการปกป้องตัวเอง

อีกคนที่เสนอข้อมูลใกล้เคียงกันคือ เอมิลี ซิดเนอร์ (Emily Sydnor) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนหนังสือ ‘Disrespectful Democracy: The Psychology of Political Incivility’ ย้ำว่า ยุคหลังปี 2000 การถกเถียงในประเด็นสาธารณะต่างๆ มักมีคนใช้วิธีการที่ ‘ไม่สุภาพ’ หรือ ‘ดูหมิ่นเหยียดหยาม’ คนอื่นๆ ที่เห็นต่าง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการประเมินว่าวิธีการนี้สามารถดึงดูดให้คนหันมาสนใจ หรือมาร่วมถกเถียงได้ง่ายที่สุด และหลายๆ คนก็รู้สึกสนุกกับการเห็นคนอื่นถกเถียงโต้แย้งกัน การเสพข้อมูลเหล่านี้จึงเป็น ‘ความบันเทิง’ อย่างหนึ่ง แต่ในระยะยาว การถกเถียงเพื่อความสะใจไม่มีประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะกรณีที่ต้องระดมความเห็นเพื่อหาทางออกหรือทางแก้ประเด็นปัญหาต่างๆ

ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือ การถกเถียงทั่วไปของผู้ใช้สื่อโซเชียล ไม่สามารถปิดกั้นถ้อยคำหรือพฤติกรรมใดๆ ที่เข้าข่ายหยาบคายของใครคนใดคนหนึ่งได้ เพราะในขณะที่บางคนรู้สึกว่าบรรยากาศที่คนเถียงกันเป็นเรื่องสนุก แต่ก็มีคนที่เลิกสนใจไปเลยเพราะรู้สึกเหนื่อย หรือไม่ก็ได้รับพลังลบ ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าคำพูดหรือการกระทำบางอย่างที่เกิดขึ้นในขณะถกเถียงกันนั้น ‘ส่งผลกระทบต่อตัวเอง’ หรือ ‘เข้าข่ายหมิ่นประมาท’ ก็อาจต้องใช้วิธีฟ้องร้องตามกระบวนการทางกฎหมายแทน เพราะเรื่องนี้ศาลจะมีกรณีศึกษาหรือบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีที่ชัดเจน

แต่ถ้าเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะซึ่งจะส่งผลต่อคนจำนวนมาก หรือการอภิปรายในรัฐสภา จำเป็นจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูลที่ใช้ในการถกเถียง เพื่อนำไปสู่การหาทางออกหรือบทสรุปที่ยอมรับได้ร่วมกัน การปล่อยให้คนแสดงพฤติกรรมหรือใช้ถ้อยคำที่คนอื่นรู้สึกว่า ‘หยาบคาย’ เกิดขึ้นบ่อยๆ จะส่งผลให้การถกเถียงถูกเบี่ยงเบนประเด็นได้ง่าย ซึ่งจะเสียทั้งเวลาและงบประมาณ หรืออาจส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้คนเบื่อหน่ายหรือเลิกสนใจในประเด็นสำคัญๆ ไป ซึ่งสังคมเองก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากพฤติกรรมแบบนี้ด้วย

 

อ้างอิง:

Researchgate. Rude Democracy: Civility and Incivility in American Politics. https://tinyurl.com/34m3syc4 

Cambridge. Disrespectful Democracy: The Psychology of Political Incivility. https://tinyurl.com/564cc5ff